doc01

gallerymember






koreandoc





question1

Thailand ศูนย์กลางแปลงเพศโลก

Thursday, 31 March 2011 02:20

leg
* แห่แปลงเพศเมืองไทยเหตุหมอฝีมือดีแถมราคาถูก

* เผย ทัวร์แปลงเพศบูมสนั่น ทอมเกาหลี-ญี่ปุ่นจองคิวแน่น

* โรงพยาบาลไทยแข่งเดือดอัดโปรโมชั่นผ่า 1 แถม 1
* ชี้เพศที่สามเป็น Dinks ที่นักการตลาดและสินค้าจับตา


ครั้งหนึ่ง “ยลดา-เกริกก้อง สวนยศ” หรือ “นก” อดีตมิสอัลคาซ่า เจ้าของบริษัทโทโมดาจิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้จัดจำหน่ายจิวเวลรี่ แบรนด์ Carat&Secret และเจ้าของรายการทีวี Jewelry Channel ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย ได้ให้นิยามของ “ผู้หญิงข้ามเพศ” (Transfemale) ว่า


“ผู้หญิงที่เกิดมาในร่างกายผู้ชาย หรือกลุ่มผู้หญิงที่ถูกจัดให้เป็นเพศชายเมื่อแรกเกิด โดยอาศัยสัญลักษณ์หรือเอกลักษณ์ทางเพศที่เรียกว่าอวัยวะเพศชายเป็นกรอบในการ จัดกลุ่ม แต่เมื่อเติบโตขึ้นแล้วพบว่า ตนเองมีความเป็นผู้หญิงจากก้นบึ้งของหัวใจ ในระดับจิตใต้สำนึก และต้องการที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างผู้หญิงทั่วไปตามที่หัวใจตัวเองอยากจะ เป็น”


นักจิตวิทยาและนักมานุษยวิทยาสมัยใหม่ ต่างเชื่อตรงกันว่า เผ่าพันธุ์มนุษยชาติที่ดำรงอยู่ ไม่ได้มีแค่ 2 เพศ “หญิง” และ “ชาย” แต่ยังมีกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในมุมมืดของสังคมมานับแต่ โบราณกาล ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างชายกับหญิง


มีรายงาน 2 กระแสที่ระบุถึงกลุ่มคน “เพศที่ 3”ในศตวรรษใหม่นี้ว่า หากนับจำนวนมนุษย์มาเรียงกัน 100 คนจะมีกลุ่มเพศที่ 3 สอดแทรกอยู่ประมาณ 10 คน ขณะที่รายงานอีกฉบับหนึ่งถึงกับฟันธงว่า กลุ่มคนเพศที่ 3 มีมากถึง 1 ใน 3 ของประชากรโลก


ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่การที่มนุษย์สายพันธุ์นี้ จะพัฒนาไปถึงขั้นที่สร้างกายเนื้อให้เกิดความสมบูรณ์แบบตามความต้องการนั้น อาจมีไม่มากนักหากเทียบกับปริมาณของจำนวนเพศที่สามที่มีอยู่ทั่วโลก


ตามตัวเลขขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีอัตราส่วน ประมาณ 1 ใน 30,000 คน โดยเฉพาะในประเทศไทยมีประมาณ 2,000 คน ในจำนวนนี้เปลี่ยนเพศแล้วไม่เกิน 1,000 คน นอกจากนั้นอยู่ระหว่างการรักษา


ในความเป็นจริงแม้ว่าสาวข้ามเพศไทยนับพันคนจะยังเข้าไม่ถึงการรักษา เพราะไม่มีเงินเพียงพอ รวมทั้งยังต้องเผชิญกับกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยากในการผ่าตัดแปลงเพศในแต่ ละครั้ง ไม่ว่าจะมาจากกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยหรือเกิดจากกระแสต้านทางสังคม


หากทว่า “การผ่าตัดแปลงเพศ” ในเมืองไทยกลับถูกยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น “ผู้นำอันดับหนึ่ง” และเป็น “ศูนย์กลาง” ในการผ่าตัดแปลงเพศที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาใช้บริการมากที่สุดในโลก


อะไรที่ทำให้กลุ่มชนเพศที่สามจากทั่วทุกมุมโลกโจษจัน และกล่าวขานกันถึงขนาดนั้น?


ต่างชาติแห่แปลงเพศเมืองไทย


ปัจจุบัน การผ่าตัดแปลงเพศเป็นที่ยอมรับ สามารถช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “บุคคลข้ามเพศ” (Transsexual) โดยใช้การศัลยกรรมช่วยสร้างอวัยวะเพศใหม่ให้ตรงกับเพศที่บุคคลนั้นต้องการ แม้ว่า บุคคลเหล่านี้อาจถูกเรียกว่าเป็นผู้ป่วยด้านจิตเวชด้วยเหตุและปัจจัย บางอย่างก็ตาม


ในประเทศตะวันตก มีการผ่าตัดแปลงเพศมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2500 ส่วนในประเทศไทยมีการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงเมื่อประมาณปี พ.ศ.2518 จนกระทั่งฝีมือศัลยแพทย์ไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลก นอกจากจะมีการผ่าตัดผู้ป่วยชาวไทยแล้ว ยังมีผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้ามารับการผ่าตัดแปลงเพศในประเทศไทย ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2530 เป็นต้นมา


รศ.นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ เจ้าของ Plastic surgeon Medical Director ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งและผิวหนัง เลเซอร์ พีเอไอ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยกล่าวได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องการทำศัลยกรรม แปลงเพศ เพราะว่าเรามีเทคนิคการผ่าตัด ซึ่งให้ผลทางด้านสรีระใกล้เคียงกับผู้หญิงจริงมากที่สุด และอวัยวะที่ทำการผ่าตัดเหมือนจริงมากนั้น ทำให้ชาวต่างชาติที่มารับบริการต่างพึงพอใจ


อีกทั้งการบริการทางการแพทย์ของไทยเราก็มีมาตรฐานสูงในระดับโลก ทั้งการให้บริการและคำปรึกษา แนะนำข้อปฏิบัติ วิธีป้องกัน รวมไปถึงเรื่องต่างๆ ที่ควรรู้ทั้งก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อความปลอดภัย


legallist
“พิสูจน์ได้จากที่ลูกค้าของเราไม่ได้มีเฉพาะชายไทย แต่มีมาจากหลายประเทศ หลายทวีป ซึ่งทุกคนเลือกเดินทางมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ มาจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอีกมากมาย และก็มีในทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน บริษัท หรือธุรกิจส่วนตัว มีทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เริ่มวัยรุ่นไปจน 40-50 ปี โดยในช่วง 3 ปีนี้ มีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 100% ส่วนผู้หญิงที่มาขอแปลงเพศเป็นชายก็มีเพิ่มขึ้น แต่มีเพียงแค่ 10%”

นพ.บุรินทร์ หวังจิรนิรันดร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดแปลงเพศจาก พีเอไอ กล่าวเสริมว่า แพทย์ไทยถือเป็นแพทย์ที่มีความชำนาญผ่าตัดแปลงเพศสูงและอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก โดยการผ่าตัดมีทั้งแบบชายเป็นหญิง และหญิงเป็นชาย โดย 90% คือชายแปลงเป็นหญิง ส่วนอีก 10% หญิงแปลงเป็นชาย


แม้ว่าการแพทย์เกาหลีจะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่หากมองกันที่การผ่าตัดแปลงเพศแล้ว เกาหลีถือว่ายังด้อยกว่าไทย เห็นได้จากคนเกาหลียังนิยมเข้ามาผ่าตัดแปลงเพศในไทย แต่สิ่งที่แพทย์เกาหลีเก่งคือการทำหน้า เนื่องจากโครงสร้างของคนเกาหลีโหนกแก้มและคางใหญ่ ดังนั้น จึงชำนาญการทำโหนกแก้มและคาง ปัจจุบันพีเอไอทำการผ่าตัดแปลงเพศให้กับลูกค้าชาวต่างชาติ 90% คนไทย 10% อย่างไรก็ดี แม้ว่าปริมาณผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจะมีสูงขึ้น แต่หากเทียบกับการทำศัลยกรรมความงามแล้วถือว่ายังน้อยกว่าในสัดส่วน 30 ต่อ 70


ส่วน นพ.กมล พันธ์ศรีทุม เจ้าของคลินิกแพทย์กมล ซึ่งประสบความสำเร็จมากจนขยายงานและยกระดับเป็น “โรงพยาบาลกมลศัลยกรรมตกแต่ง” เตรียมเปิดดำเนินการเร็วๆ นี้ ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการทำศัลยกรรมแปลงเพศและปรับเปลี่ยนรูปหน้า จากชายเป็นหญิง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 ชี้แจงว่า การผ่าตัดต้องใช้ความรู้และความชำนาญของหมอศัลยกรรม ถ้ามีประสบการณ์ผ่าตัดหลายรายราคาก็จะแพงกว่าหมอที่เพิ่งทำแค่ 10-20 ราย ดังนั้น การตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ คนไข้จะมองชื่อเสียงของคลินิกและแพทย์มากกว่า


“ชาติไหนๆ ทั้งตะวันตก อเมริกาใต้ เหนือ เอเชีย ก็มาหมด เพราะประเทศเค้าไม่มีชื่อเสียงเรื่องแปลงเพศ เค้าแค่ทำหน้า ทำตา ทำจมูก หน้าอก สู้บ้านเราไม่ได้ บ้านเรา เอเชียอันดับ 1 นำหน้าฝรั่งด้วยซ้ำ ส่วนญี่ปุ่น เกาหลี จีน ก็ยังตามเราไม่ทัน”


เผยราคาถูกกว่ายุโรป 5-10 เท่า


นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายผ่าตัดแปลงเพศในไทยถือว่ามีราคาไม่สูง เมื่อเทียบกับต่างประเทศ จากการสำรวจของ “ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์” พบว่า ราคามีตั้งแต่ไม่ถึง 100,000 บาทจนถึง 300,000-400,000 บาท ซึ่งความแตกต่างของราคาขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ และวิธีในการผ่าตัด


“ถ้าผ่าตัดที่คลินิกไม่ถึง 100,000 บาท แต่ความปลอดภัยและมาตรฐานของแพทย์ไม่สามารถสู้กับโรงพยาบาลได้ สำหรับคลินิกจะมีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเบื้องต้น 200,000 บาท ถือว่าอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ส่วนค่าใช้จ่ายในการแปลงเพศจากหญิงเป็นชายจะต้องทำไม่ต่ำกว่า 6 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000-300,000 บาท” นพ.บุรินทร์ จาก พีเอไอ ให้ข้อมูล


ด้านนพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า ตลาดแปลงเพศเป็นการสนองความต้องการข่องกลุ่มผู้ชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงถึง 80% ส่วนผู้หญิงแปลงเพศเป็นผู้ชายมีเพียง 20% โดยตลาดนี้เติบโตมากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา และ ประเทศไทยถือเป็นแหล่งอันดับหนึ่งที่มีคนนิยมมาแปลงเพศ รองลงมาเป็นอินเดีย เกาหลี สิงคโปร์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายของทั้ง 4 ประเทศไม่สูงนักขณะที่ค่าแปลงเพศของประเทศทางยุโรปจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าไทย 5-10 เท่า


สำหรับค่าใช้จ่ายในการแปลงเพศจากชายเป็นหญิงที่ ร.พ.ยันฮี อยู่ที่ 120,000 บาท รวมค่าห้องพักในโรงพยาบาล 14 วันด้วย ทำให้ที่ผ่านมาต่างชาติสนใจบินมาแปลงเพศที่เมืองไทยมากขึ้น


“อย่างของยันฮีเป็นต่างชาติ 60% คนไทย 40% ขณะที่ในอดีตค่าผ่าตัดจะอยู่ที่ 80,000-140,000 บาท เนื่องจากยังไม่สามารถทำได้เหมือนกับของจริง แต่ปัจจุบันสามารถทำได้ ทำให้ราคาสูงกว่า”


ซีอีโอยันฮี อธิบายต่อว่า สำหรับผู้หญิงแปลงเป็นชายที่นิยมเข้ามาผ่าตัดที่ไทย เนื่องจากบางประเทศทำแล้วไม่สามารถใช้งานได้จริง โดยหลักสำคัญที่เป็นตัววัดความสำเร็จของการแปลงเพศผู้หญิงเป็นชายคือจะต้อง สามารถยืนปัสสาวะได้ ซึ่งแพทย์ไทยทำได้ นอกจากนี้ ราคาในการเปลี่ยนแปลงผู้หญิงให้เป็นผู้ชายแบบครบวงจรอยู่ที่ 600,000 บาท ขณะที่อังกฤษอยู่ที่ 4 ล้านบาท ทั้งนี้ การแปลงเพศจากชายเป็นหญิงจะมีสัดส่วน 90% ส่วนหญิงเป็นชายมีเพียง 10% เท่านั้น


สำหรับที่โรงพยาบาลยันฮีในแต่ละปีมีคนที่ไปใช้บริการแปลงเพศ 200 คน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านบาท โดยลูกค้าที่เลือกเปลี่ยนจากชายเป็นหญิงแบบครบวงจรค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 300,000 บาทต่อคน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยันฮีได้แปลงเพศจากชายเป็นหญิงไปแล้ว 3,000 คน และจากหญิงเป็นชาย 400 คน


อย่างไรก็ดี ปัจจุบันโรงพยาบาลต่างๆ มีการเปิดบริการแปลงเพศมากขึ้น รวมทั้งคลินิกก็รับปรึกษาการแปลงเพศด้วย ซึ่งต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนที่โรงพยาบาลรับแปลงเพศยังมีน้อย


“เรื่องค่าบริการนั้นราคาต่ำสุดก็หลักหมื่น สูงสุดหลักแสน แต่ละที่ไม่เท่ากัน เพราะไม่ใช่สินค้าจึงมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน เพราะเป็นการใช้ความชำนาญขั้นศิลปะซึ่งไม่ได้ตีด้วยราคา ขึ้นอยู่ว่าฝีมือดีแค่ไหน เพราะถ้าทำแล้วไม่ดี ก็เป็นตราบาป ตัดอวัยวะไปแล้ว ยากที่จะแก้ไข จึงอยากผู้ต้องการผ่าตัดแปลงเพศรู้ข้อมูลให้เกิดความเข้าใจและดูเพื่อความ เหมาะสมก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่เลือกจากราคาถูก เหมือนรถเบนซ์ กับยี่ห้ออื่น ย่อมแตกต่างกันเพราะคุณภาพ” นพ.กมล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง เจ้าของโรงพยาบาลกมลศัลยกรรม กล่าวเสริม


บูมทัวร์แปลงเพศ


ทอมเกาหลี - ญี่ปุ่นแห่ใช้บริการ


ไม่เพียงแต่ฝีมือการผ่าตัดศัลยกรรม แปลงเพศจากหญิงเป็นชายจนโด่งดังไปทั่วโลกเท่านั้น แต่แพทย์ศัลยกรรมของไทยยังทำให้สาวทอมจากเกาหลี แห่จองกรุ๊ปทัวร์เดินทางเข้าเมืองไทย เพื่อผ่าตัดแปลงเพศจาก “หญิงเป็นชาย”


เรื่องนี้ถูกเปิดเผยจากยูมิ (ขอสงวนนามสกุล) ชาวญี่ปุ่น พนักงานบริษัทรับบริการกรุ๊ปทัวร์แห่งหนึ่งว่า ในแต่ละเดือนมีสาวทอมต่างชาติ ที่ต้องการแปลงเพศเป็นชายติดต่อผ่านเข้ามายังบริษัทกรุ๊ปทัวร์ของตน เพื่อเข้ามาทำศัลยกรรมแปลงเพศที่เมืองไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวเกาหลี ญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบริษัทมีเว็บไซต์ให้คำแนะนำเบื้องต้นกับลูกค้า ก่อนที่ลูกค้าจะติดต่อจองทัวร์เดินทางมาในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งเดินทางมาแบบกลุ่มครั้งละ 5-10 ราย และเข้ามาคนเดียว


แต่ละปีมีลูกค้าสาวทอมต่างชาติเดินทางเข้ามาผ่าตัดแปลงเพศเป็นชาย ในโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทยหลายพันคน สาเหตุที่ลูกค้าให้ความสนใจ ต้องการผ่าตัดแปลงเพศในเมืองไทย เนื่องจากมีราคาถูกกว่าต่างประเทศและแพทย์ไทยมีความชำนาญเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ไม่แพ้ประเทศอื่นๆ และมีความผิดพลาดน้อยมาก ส่วนสถานที่ผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้าเป็นผู้เลือก โดยบริษัทจะคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ในเรื่องที่พัก รถรับส่ง ในช่วงที่ลูกค้าพักอาศัยอยู่ในเมืองไทย


นพ.สุกิจ วรธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลยันฮี เปิดเผยว่า การผ่าตัดแปลงเพศปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง และก้าวหน้า สามารถทำการผ่าตัดได้ผลดี ได้อวัยวะเพศชายที่ต้องการใกล้เคียงกับจุดประสงค์ ในอุดมคติของบรรดาสาวหล่อหรือสาวทอม แต่ละปีมีสาวหล่อเดินทางมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลยันฮี ประมาณ 100 ราย โดยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นสาวหล่อจากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น รวมถึงสาวหล่อจากประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน และยุโรป เดินทางมาอยู่เป็นระยะ ทั้งแบบกรุ๊ปและแบบคนเดียว ทั้งนี้ ก่อนการผ่าตัดตามกฎหมาย ต้องมีจิตแพทย์ 2 คน ทำการตรวจและวินิจฉัย ก่อนออกใบรับรองการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยเห็นว่า การผ่าตัดแปลงเพศจะเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยที่ดีที่สุด ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแบบสมบูรณ์คนไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนบาท ชาวต่างชาติประมาณ 4-5 แสนบาท


น.ส.มูกึงจอง อายุ 24 ปี สาวหล่อชาวเกาหลีที่ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชายอีกราย เปิดเผยว่า ในประเทศเกาหลี มีสถานที่ผ่าตัดแปลงเพศหญิงเป็นชายอยู่จำนวนมากเช่นกัน แต่มีราคาสูงมาก ที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาอยู่บ่อยครั้ง จึงตัดสินใจเดินทางมาเมืองไทย ทำการผ่าตัดแปลงเพศเป็นชายได้เรียบร้อย


น.ส.ทาคูมิ อายุ 22 ปี สาวดี้ชาวญี่ปุ่น กล่าวว่า ตนคบหาดูใจกับแฟนทอมมานานกว่า 4 ปี เมื่อได้ยินว่าเมืองไทยมีแพทย์สามารถผ่าตัดแปลงเพศ จากหญิงเป็นชายอย่างสมบูรณ์แบบและปลอดภัย จึงให้แฟนทอมเดินทางมาผ่าตัดแปลงเพศ โดยติดต่อผ่านบริษัทกรุ๊ปทัวร์แปลงเพศเมืองไทย เป็นผู้ดูแลพาเดินทางเข้ามาเมืองไทยทำการผ่าตัดให้มีอวัยวะเพศชาย คาดว่าแฟนจะเปลี่ยนคำนำหน้าจาก น.ส. มาเป็นนาย ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นให้การยอมรับถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นเราสองคนจะทำพิธีแต่งงานกันในเร็วๆ นี้


รพ.แข่งเดือดผ่าหนึ่งแถมหนึ่ง


ชี้ รพ.จุฬาฯ ถูกสุดแค่ 6 หมื่น


แม้ว่าปริมาณความต้องการในการผ่าตัดแปลงเพศจะมีมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงผลกำไรจากการผ่าตัดแปลงเพศนั้นจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการ ทำศัลยกรรมประเภทอื่นๆ อาทิ การเสริมจมูก เสริมหน้าอก ทำตาสองชั้น แต่สาเหตุสำคัญที่โรงพยาบาลตลอดจนคลินิกทั้งเล็กและใหญ่ ต่างพยายามโปรโมต ว่าสามารถผ่าตัดแปลงเพศได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นเพราะต้องการสร้างชื่อเสียงจากการผ่าตัดแปลงเพศนั่นเอง


“การผ่าตัดแปลงเพศนั้นจริงๆหมอไม่ค่อยอยากทำเพราะมันซับซ้อน เช่น ราคาแสนนึง แต่ทำจมูกค่าบริการ 1-2 หมื่น ซึ่งงานง่ายกว่าแปลงเพศมาก แต่การประชาสัมพันธ์เรื่องผ่าตัดแปลงเพศผ่านผู้หญิงข้ามเพศจะไปเร็ว เพราะง่ายต่อการรับรู้ของคนรับสารว่า ที่นี่มีความสามารถขั้นเทพแล้ว แต่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการเสริมความงามมากกว่า เขาไม่ได้ทำเงินเพราะการผ่าตัดแปลงเพศ” ยลดา นายกสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย เปิดเผย


ต่อเรื่องนี้ นพ.สุพจน์ ซีอีโอโรงพยาบาลยันฮี ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งเขาชี้แจงว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลมีการประกาศชัดเจนว่าเปิดรับแปลงเพศ แม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าการทำศัลยกรรมอื่นๆ ก็ตาม เนื่องจากการผ่าตัดแปลงเพศหากโรงพยาบาลใดทำได้ แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการศัลยกรรมอื่นๆ ได้ดี เพราะเป็นการศัลยกรรมที่ยากที่สุด การที่โรงพยาบาลประกาศตัวว่าทำการแปลงเพศได้แล้วเท่ากับเป็นการสร้างแบรนด์ ของตัวเองด้วย


หากถามว่าในเมืองไทยมีที่ไหนบ้างที่มีคนเข้าไปใช้บริการผ่าตัดแปลง เพศมากที่สุด นายกสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย ระบุว่า โรงพยาบาลในเมืองไทยที่มีชื่อ ไม่ได้หมายความว่า มีคนไปทำมาก แต่ที่ขึ้นชื่อก็มี “ยันฮี” นอกนั้นจะกระจายกันไป ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของสถานพยาบาล เพราะขณะนี้หมอที่ผ่าตัดแปลงเพศมีค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งตอนนี้มีแพกเกจลด แลก แจก แถม แบบผ่า 1 คนแถม 1 คน


“การแข่งขันทางการตลาดของหมอ จะใช้กลยุทธ์ราคาเพราะส่วนใหญ่ผู้หญิงข้ามเพศไม่ค่อยมีเงิน ตอนนี้ที่ไหนทำถูกและดีก็จะได้รับความนิยม ตอนนี้ราคาถูกที่สุดคือ 6 หมื่นบาทของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”


ส่วนกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์นั้น ยลดาบอกว่า ส่วนใหญ่จะทำแอบแฝง เนื่องจากมีข้อบังคับว่าห้ามโฆษณาอย่างโจ่งแจ้ง ส่วนใหญ่จึงออกมาในรูปของการให้ความรู้ การสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์ การประกวดนางงามสาวแปลงเพศ รวมถึงเข้าไปสนับสนุนในเว็บไซต์ตามเครือข่ายหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของโรงพยาบาลเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะกลุ่มสาวข้ามเพศถ้าจะผ่าตัดก็จะสอบถามพรรคพวกเพื่อนฝูงแบบปากต่อปากที่ อยู่ในเครือข่ายของพวกเขา


อดีตมิสอัลคาซ่า ให้ข้อมูลต่อไปว่า สมาคมฯ ก็เป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งที่หลายสาวข้ามเพศจะเข้ามาสอบถาม ล่าสุดสมาคมสตรีข้ามเพศฯ ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลยันฮี เปิดโครงการ Sister’s Hand ครั้งที่ 2 หรือแปลงเพศเอื้ออาทร เพื่อช่วยเหลือให้มีการแปลงเพศฟรี พี่ช่วยน้อง ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง


ทั้งนี้ โครงการแรกได้รับความร่วมมือจากสถาบันปรีชา เอสเทติกส์ อินสติวท์ หรือ PAI มี นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมด ขณะที่โครงการที่ 2 ขณะนี้ ทางโรงพยาบาลยันฮีเป็นผู้สนับสนุนหลัก


“ตอนนี้พวกผ่าตัดแปลงเพศมีเพียง 1,000 กว่าคนเท่านั้น จาก 2-3 พันคน เพราะหลักฐานการแพทย์ 1 ต่อ 3 หมื่นคนตอนนี้เรามี 65 ล้านคน แต่อย่าไปเหมารวมกับพวกเกย์ ตุ๊ด กะเทย แต๋ว เก้ง ไม่ใช่อยู่ก้อนเดียวกัน เราไม่รู้หรอกว่าพวกนี้อยากผ่าตัดแปลงเพศหรือเปล่า คนที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศจริงๆ มันมีน้อย คือ ไม่อยากมีอวัยวะเพศของผู้ชายอีกต่อไปแล้ว”


เธอกล่าวต่อว่า ภารกิจต่อไปของสมาคมฯ คือ ช่วยเหลือผู้หญิงข้ามเพศที่ด้อยโอกาสขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือบางคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ เราต้องช่วยประสานกับทางแพทย์และทางรัฐ หลายประเทศ สวีเดน เดนมาร์ก อเมริกาบางรัฐ อินเดีย สเปน บราซิล อิหร่าน จะมีสวัสดิการรัฐ การผ่าตัดพวกแปลงเพศทั้งหมด ซึ่งสมาคมฯ อยากจะผลักดันให้เหมือนประกันสังคมต่อไป


นักจิตวิทยาย้ำ


ต้องค้นหาตัวเองก่อนแปลงเพศ


อย่างไรก็ตาม ในประเทศตะวันตกรวมทั้งประเทศในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เป็นต้น ผู้ที่จะขอรับการผ่าตัดได้จะต้องผ่านเกณฑ์การประเมินวินิจฉัยและการรักษาจาก จิตแพทย์ แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ รวมทั้งใช้ชีวิตในเพศที่ต้องการเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน จากนั้นจิตแพทย์จึงจะออกหนังสือรับรองว่า ผู้ป่วยนั้นมีความเหมาะสมที่จะได้รับการผ่าตัดแปลงเพศ ศัลยแพทย์จึงสามารถทำการผ่าตัดให้ได้ จากนั้นผู้ที่ได้รับการผ่าตัดในประเทศเหล่านั้นก็สามารถร้องขอให้รัฐเปลี่ยน สถานะทางเพศตามกฎหมายได้


สำหรับในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีกฎเกณฑ์การประเมินวินิจฉัยผู้ที่ขอรับการผ่าตัดโดยเคร่งครัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้พบจิตแพทย์หรือแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ ศัลยแพทย์แต่ละคนมีเกณฑ์คัดกรองประเมินผู้ป่วยที่ขอรับการผ่าตัดแปลงเพศแตก ต่างกัน ไม่ว่าเรื่องอายุขั้นต่ำของผู้ป่วย ระยะเวลาที่ต้องได้รับการดูแลด้านจิตเวชมาก่อน ระยะเวลาในการใช้ฮอร์โมนก่อนผ่าตัด ระยะเวลาที่ต้องใช้ชีวิตแบบเพศตรงข้าม กระนั้นก็ไม่เคยเกิดปัญหาที่เกี่ยวกับการแปลงเพศ อีกทั้งมีผู้ป่วยชาวต่างชาติจากทั่วโลกเดินทางเข้ามารับการผ่าตัดแปลงเพศมาก ขึ้นทุกปี


นพ.วิทยา วันเพ็ญ จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า แสดงทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า การค้นหาตัวเองในเรื่องเพศ ว่าต้องการเป็นเพศใด ส่วนใหญ่มี 2วิธี คือ 1.การค้นหาด้วยตนเอง และ 2.การปรึกษาคนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญ ขึ้นอยู่กับการยอมรับและความใกล้ชิดของครอบครัว หากครอบครัวที่มีความใกล้ชิดกันดี การที่เด็กเริ่มเบี่ยงเบน ย่อมเป็นที่สังเกตได้ของพ่อแม่อยู่แล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับทัศนคติขอพ่อแม่ว่าเป็นอย่างไร


ถ้ามีความเข้าใจและเป็นที่ปรึกษาให้เด็กได้ดี ก็จะทำให้เด็กเติบโตอย่างมีความสุข และไม่มีภาวะความรู้สึกแปลกแยกหรือภาวะซึมเศร้าตามมา ต่างจากครอบครัวที่มีทัศนคติในแง่ลบ จะทำให้เด็กไม่กล้าปรึกษาปัญหา เนื่องจากเข้าใจว่าคงไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ หรือสังคม ทำให้ต้องเสียเวลาเก็บกดความทุกข์ไว้ จนวันที่เด็กโตพอที่จะศึกษาข้อมูลจากสื่อต่างๆ ได้ จึงค้นพบว่าตนเองต้องการอะไร แต่ก็เสียสัมพันธภาพที่ดีกับครอบครัวไปแล้ว


นพ.วิทยา กล่าวต่อว่า ประเทศไทย ถือเป็นประเทศเป้าหมายและมีชื่อเสียงในสายตาของต่างชาติอย่างมากในเรื่องของ ความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดแปลงเพศ แต่ในหมู่คนไทยเอง คงต้องพัฒนาความรู้ความเข้าใจในคนกลุ่มนี้อีกพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องทัศนคติในการมองคนเหล่านี้ให้ดีขึ้น


ดังนั้น คำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการแปลงเพศ คือ การศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น การถามเพื่อนที่เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว ทั้งข้อดีและข้อเสีย หลังการผ่าตัด ศึกษาข้อมูลแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด ถึงข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งการปฏิบัติตนหลังการผ่าตัด


จิตแพทย์ชื่อดังจาก ร.พ.พระรามเก้า ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทย รวมทั้งอีกหลายประเทศทั่วโลก ยังมีทัศนคติที่ไม่ดีกับสาวประเภทสองอยู่มาก เช่น การประพฤติตัว การแต่งกาย พฤติกรรมต่างๆ


ดังนั้น การปรับทัศนคติให้เป็นไปในทางบวกน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องเริ่มทำและทำอย่างต่อ เนื่อง เพราะบทบาทของสมาคมของกลุ่มคนเหล่านี้ที่มีชื่อเสียงและเป็นแบบอย่างที่ดีจะ ทำให้คนรอบข้างเข้าใจและมองคนกลุ่มนี้ในแง่ดีขึ้น การทำประโยชน์ให้สังคม การมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ทำให้คนทั่วไปมองว่า คนกลุ่มนี้มีความพิเศษในเรื่องความเป็นกันเอง ความสนุกสนาน ความรับผิดชอบในงาน ซึ่งจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น


*************


แปลงเพศคนแรกของโลก


firstsurgery
ประวัติของ คริสทีน จอร์เจนเซ่น ชายแปลงเพศเป็นหญิงคนแรกของโลก

เธอ (เขา) เกิดเมื่อ 30 พฤษภาคม 1926 เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1989 ด้วยโรคมะเร็ง


เธอ (เขา) เป็นชาวอเมริกัน และมีชื่อเดิมก่อนการแปลงเพศว่า George William Jorgensen, Jr


เธอ (เขา) เป็นมนุษย์แปลงเพศคนแรกของโลก


หลังจบการศึกษาจาก Christopher Columbus High School ในสาขาช่างภาพ ในปี 1945 เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารเพื่อร่วมรบในสงครามโลก ครั้งที่ 2


หลังกลับจากสงคราม เขาเริ่มพูดถึงสิทธิ์ และสนับสนุนเพศที่ 3 ในแนวทางของ Dr.Joseph Angelo


เขาเดินทางไปยังประเทศเดนมาร์ก เพื่อรับการแปลงเพศจาก Dr.Christian Hamburger


เธอ (เขา) เดินทางกลับอเมริกาในปี 1953 หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ได้พาดหัวหน้าหนึ่งว่า อดีตทหารจีไอที่กลายเป็นสาวผมบรอนด์สุดสวย (Ex-GI Becomes Blonde Beauty)


เธอ (เขา) ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ได้ออกรายการ TV


คริสทีน จอร์เจนเซ่น ทำงานเป็นนักแสดง นักเต้น และวิทยากรให้ความรู้เรื่องการแปลงเพศ


เธอ (เขา) คือแรงบันดาลใจให้เพศที่สามลุกขึ้นยืนในสังคม


ข้อมูลอ้างอิง แปลงเพศคนแรกของโลก (Christine Jorgensen)


***************


เกย์ครองเมือง


เมื่อกงล้อแห่งเวลา ได้หมุนรอบปีมาสู่ พ.ศ.2550 ดูเสมือนว่า อ้อมแขนทัศนคติสังคมไทยได้เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ที่ไหลบ่าเข้ามาจากต่างชาติ ไม่เว้นแม้แต่ กลุ่มคน “เพศที่สาม” ที่เคยอยู่อย่างปิดบังซ่อนเร้น ก็ถูก “สปอตไลต์” แห่งอิสระฉายชัด ให้เข้ามาเชิดหน้าในสังคมอย่างเสรี


ผศ.ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธรู เดอะไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด นักการตลาดชื่อดัง อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า ตลาดเพศที่สามเมืองไทย จะมีจำนวนผู้ชายที่อยากเป็นผู้หญิงเติบโตสูงกว่าหญิงที่อยากเป็นชาย เช่น 100 คนจะมีสาวประเภทสองประมาณ 70-80% ทั้งนี้เพราะสาวประเภทสองมีลักษณะทางกายภาพเป็นผู้ชาย ทำให้มีความเชื่อมั่นในการแสดงออกสูงกว่าทอมซึ่งพื้นเพเดิมเป็นหญิง แม้ว่าตลาดหญิงที่อยากเป็นชายจะเติบโตขึ้นมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่มากเท่าสาวประเภทสอง


อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มสาวแปลงเพศในเมืองไทย สินค้าและนักการตลาดส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจมากเท่ากับกลุ่มเกย์ หรือกลุ่มชายรักชาย ซึ่งปัจจุบันนักการตลาดได้จัดให้คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม Dinks (Double Income No Kids) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกันอาจจะแต่งงานหรือไม่ก็แล้วแต่ อีกทั้งอาจจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างกันก็ได้ โดยที่ทั้งคู่ต่างก็ทำงาน มีหน้าที่การงานที่ดี มีรายได้เป็นของตัวเอง มีอำนาจจับจ่ายใช้สอยเป็นสองเท่าเพราะไม่ต้องมีภาระเรื่องเลี้ยงลูก และยอมจับจ่ายเพื่อให้ได้ทุกสิ่งตามที่พวกเขาต้องการ



แม้จะไม่มีตัวเลขยืนยันจำนวน ประชากรเกย์ไทย และกำลังซื้อที่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่เคยมีการวิจัยที่อ้างอิงที่ตัวเลข แต่จากการอนุมานของสถาบันที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นเอซีนีลเส็น, บริษัท นาโนเซิร์ช จำกัด, บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด หรือข้อมูลการวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการสำรวจไลฟ์สไตล์คนกลุ่มนี้ใน กทม. ช่วงระหว่างปี 2545-2550


ส่วนใหญ่จะได้ข้อสมมติฐานเดียว กันกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งนิยมใช้เป็นเกณฑ์วัดกันทั่วโลก ทฤษฎีนี้มีอยู่ว่า ในสังคมหนึ่งๆ ประมาณกันว่า อย่างน้อยจะมีประชากรจำนวน 10% ที่มีความสนใจเพศเดียวกัน ถ้าทฤษฎีนี้ถูกต้อง สังคมไทยจะต้องประกอบไปด้วย คนกลุ่มนี้อย่างน้อยประมาณ 7 ล้านคน โดยคิดจากจำนวนประชากรประมาณ 67 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร


แต่ถ้านำเกณฑ์นี้มาจับประชากร ในกรุงเทพฯ จากคนในกรุงเทพฯ 5.6 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ชาย ประมาณ 47% หรือประมาณ 2 ล้านกว่าคน ส่วนที่เหลือเป็นหญิง ก็อาจจะพบว่า มีกลุ่มเพศที่ 3 ประมาณ 2.7 แสนคน


เอซีนีลเส็น ระบุว่า พวกที่มีรายได้ตั้งแต่ 5 หมื่นบาท-แสนบาท มีสูงถึง 65% ที่สำคัญ จะมี ความถี่ในการใช้จ่ายเครื่องสำอาง, แฟชั่น, เสริมสวย จะใช้จ่ายประมาณ 3 หมื่น-7 หมื่นบาทต่อคนต่อเดือน


ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลวิจัย ของโอกิลวี่ ที่บ่งชี้ว่า กลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อเดือน คิดเป็น 37% และมีการใช้จ่ายเงินเกี่ยวกับสุขภาพและความงามสูงถึง 3 แสนบาทต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นเดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3-4 เท่าตัว


ขณะที่นาโนเซิร์ช เปิดเผยข้อมูลวิจัยออกมาว่า รายได้ของกลุ่มเกย์ในวัยทำงาน 25-35 ปี กลุ่มที่มีรายได้ 15,001-20,000 บาท มีสัดส่วนสูงสุดคือประมาณ 31% รองลงมารายได้ 10,001-15,000 บาท 27% และรายได้ 20,001-25,000 บาท มีสัดส่วนประมาณ 18% ตามลำดับ


วิถีเกย์


แต่คำถามคือ ถ้ากลุ่มเกย์กลายเป็นลูกค้าหน้าใหม่ที่ใครๆ ก็อยากกวักมือเรียกเข้าไป แล้วจะมีใครรู้บ้างว่า พฤติ.กรรมและวิถีชีวิตของกลุ่มชายรักชายเหล่านี้เป็นเยี่ยงไร


ต่อเรื่องนี้ ผศ.ดร.ธีรพันธ์ ขยายความว่า ปัจจุบันตลาดเกย์แบ่งออกเป็นกลุ่ม 3 ใหญ่ กลุ่มแรกคือ เกย์ที่คงสภาพความเป็นผู้ชายแต่แอบชอบเพศเดียวกัน ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด โดยในกลุ่มนี้จะถูกซอยย่อยออกเป็นอีก 6 ประเภท


1.Homey gay พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะค่อนข้างสมถะ สงบ ชอบอยู่กับบ้าน ทำครัว นั่งสมาธิ เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ 2.Night going gay พฤติกรรมส่วนใหญ่จะชอบเที่ยวกลางคืน สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เต้นรำ สนุกสนาน 3.Obviously gay เป็นกลุ่มเกย์ที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง ชอบแต่งตัวแรงๆ เปรี้ยวจี๊ด


4.Trendy gay กลุ่มนี้จะรักอิสระเป็นตัวของตัวเองสูง มีรสนิยมสูง ตามเทรนด์แฟชั่น แต่งตัวเหมือนหนุ่มออฟฟิศ ชอบเทคโนโลยี


5.Conservative gay พฤติกรรมของเกย์กลุ่มนี้จะออกแนวอนุรักษนิยม หัวเก่า เก็บออม ดูแลสุขภาพตัวเอง แต่งกายเรียบร้อย ชอบท่องเที่ยว ไปต่างจังหวัด 6.Healthy gay หรือเกย์ก้ามปู ชอบออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ


กลุ่มที่สอง ก็คือ Transsexual กลุ่มนี้จะเป็นตลาดที่ธุรกิจแปลงเพศทั้งหลายต้องการ พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะบริโภคสินค้าแบบผู้หญิงจริงๆ (ถ้าเป็นทอมแต่แปลงเพศเป็นชาย ก็จะบริโภคสินค้าแบบผู้ชายจริงๆ)


กลุ่มสุดท้าย คือ Bisexual ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีรสนิยมที่ชอบ 2 เพศ ทั้งชายและหญิง


ทั้ง 3 กลุ่มนี้จะมีอัตราการเติบโตทุกปี ปีละประมาณ 10% ดังนั้น ถ้าสินค้าจะจับตลาดกลุ่มนี้ต้องทำตลาดในรูปแบบของ Niche Marketing Strategy ตามประเภทของเกย์ ตามเซกเมนต์ของเกย์ดังที่กล่าวมาข้างต้น


“กลุ่มเกย์สมัยใหม่มีความมั่น ใจในตัวเองมากขึ้น เพราะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่โดยสรุปเป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ เป็นเจ้าของกิจการ รายได้ดี ซึ่งกลุ่มเกย์ทั่วไปจะซื้อสินค้าที่เป็นผู้ชายมากหน่อย แล้วแอบใช้สินค้าผู้หญิงนิดหน่อย ส่วนกลุ่ม Obviously กลุ่มเพื่อนในก๊วนจะมีอิทธิพลสูงในการตัดสินใจและเลียนแบบการใช้ชีวิต ใช้วิตามินยี่ห้ออะไร ดูแลผิวพรรณที่ไหน ตัดผมที่ไหน”


เพศที่ 3 กับโลกทัศน์ใหม่ธุรกิจ


ปรากฏการณ์การเติบโตของกลุ่ม เกย์ หรือที่บางคนให้คำนิยามว่า Rainbow Gender แม้ก่อนหน้านี้จะมีธุรกิจไทยที่ให้ความสนใจ แต่ก็ยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์เฉพาะในลักษณะ Niche Market ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าในลักษณะของชุดชั้นใน, เครื่องสำอาง


โดยเฉพาะแบรนด์ใหญ่ที่เป็นผู้ นำตลาดกลับ “ละล้าละลัง” ด้วยหวั่นเกรงภาพลักษณ์ เพราะไม่แน่ใจว่าคนไทยจะเปิดรับกับค่านิยมซึ่งกลายเป็นกระแสหลักของโลกไปได้ เพียงไหน


แต่เมื่อกระแส “เมโทรเซ็กชวล” หรือชายสำอางมาดเนี้ยบ ที่กลายเป็น “กระแสใหม่”ระบาดเข้ามาในเมืองไทย จึงกลายเป็นโอกาสของบริษัทชั้นนำในตลาดที่จะทำตลาดกับเพศที่ 3 ซึ่งแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของสังคม จนเป็นเทรนด์เซตเตอร์ หรือผู้มีอิทธิพลนำส่งไลฟ์สไตล์ และการใช้สินค้าไปยังผู้บริโภคอื่นๆ ให้เปิดกว้าง และยอมรับมากยิ่งขึ้น


จากการสำรวจของ “ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์” พบว่า ขณะนี้มีสินค้าบางแบรนด์ได้ออกมาเจาะตลาดกลุ่มนี้โดยตรง อาทิ เลดี้คลับ สถานบันเทิงที่เจาะตลาดทอม-ดี้, เสื้อผ้าแบรนด์ทอมดี้ ขายเสื้อผ้าของทอมโดยตรง


ตลาดเสื้อผ้าแบรนด์ “เกรย์ฮาวนด์”, เพลย์กราวนด์ สินค้าเหล่านี้จะมีดีไซน์เกินดีไซน์ จะมีอะไรเหนือผู้ชายนิดหนึ่ง ต้องมีบางอย่างเป็นตัวฟ้อง โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหมวดอาร์ทีดี อาทิ แอบโซลูต, บาคาร์ดี พวกนี้จะเจาะกลุ่มเกย์


ก่อนหน้านี้ บุญฤทธิ์ มหามนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน ประเทศไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ และวรรณิภา ภักดีบุตร รองประธานกรรมการบริหารด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และแสดงความสนใจที่จะบุกตลาดกลุ่มนี้


“ในระยะอันใกล้นี้บริษัทเตรียม จะออกสินค้าในกลุ่มเพอร์ซันนัลแคร์ เกี่ยวกับทางด้านผิวพรรณ และดูแลสุขภาพผิว พร้อมกับจะทำการตลาดสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ใหม่สู่กลุ่มเพศที่สามอย่าง ชัดเจนและตรงไปตรงมา ส่วนในระยะยาวไลอ้อนได้วางแผนพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตเน้นสารสกัดจากธรรมชาติให้มากขึ้น เพื่อจับตลาดเพศที่สาม เพราะพบว่ากลุ่มเป้าหมายนี้ให้ความใส่ใจกับสุขภาพมาก” กรรมการผู้จัดการ ไลอ้อน กล่าว


ส่วน วรรณิภา รองประธานกรรมการบริหารด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม ยูนิลีเวอร์ บอกว่า ภายในระยะปีสองปีนี้ ยูนิลีเวอร์จะมีกลุ่มสินค้าบายเกย์เพิ่มมากขึ้น และการสร้างแบรนด์ก็คงเป็นลักษณะใช้คำแบบตรงไปตรงมา หรือบายเกย์ บายเพศที่สาม รวมถึงอาจใช้ประโยคทางอ้อมให้สื่อถึงกลุ่มเกย์ และเพศที่สามแบบทางตรง


นอกจากนี้ยังมี บริษัท เจ.พี นิตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นใน J.PRESS ซึ่งเป็นผู้ผลิตสายเลือดไทยรายแรกที่กล้าประกาศว่า “G-MATE” เสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่ลอนซ์ออกมานั้น เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อกลุ่มเกย์โดยเฉพาะ ส่ง G-MATE จับตลาดเกย์ ที่จับทั้งกลุ่มเมโทรเซ็กชวลและโฮโมเซ็กชวล โดยมีทั้งเสื้อยืด เสื้อกล้าม กางเกงชั้นใน และบ็อกเซอร์ ปัจจุบันร้าน G-MATE ยังมีเพียงสาขาเดียวคือที่ชั้น 3 อาคาร J-City ติดกับ BTS ศาลาแดง


รวมถึงบัตรเคทีซี ไอแอม ที่ออกภาพยนตร์โฆษณาในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเกย์ ในช่วงนั้น จนทำให้จำนวนของยอดบัตรสูงถึง 3,000 ใบ ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น


ส่วน บุณยเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เครือสหกรุ๊ป แม้จะยอมรับว่าสนใจตลาดในกลุ่มเพศที่ 3 เนื่องจากยอดขายเสื้อของแบรนด์ แอร์โรว์ ลาคอส ในแนวสลิมรัดรูปไปได้ดี แต่เขาก็อยากให้ตลาดเติบโตและมีการขยายตัวอย่างชัดเจนมากกว่า จึงค่อยเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งตลาด


************


อดีตนางงามแปลงเพศเป็นชาย


sexgenderman
ก่อนหน้านี้ในเมือง ไทยเอง มีกระแสข่าวว่า น.ส.ภัทชีญา กลิ่นสนิท หรือน้องจิลล์ รองนางสาวไทยอันดับ 3 ปี 2533 เป็นอีกผู้หนึ่งที่เปลี่ยนรสนิยมทางเพศมาเป็นสาวหล่อ อีกทั้งยังตัดสินใจพึ่งมีดหมอเฉือน หน้าอกทิ้ง และต่ออวัยวะเพศชาย เพื่อแสดงความเป็น “แมน” อย่างเต็มตัว

จากการสอบถามไปยังอดีตนัก แสดง-นางแบบชื่อดังคนหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของ น.ส.ภัทชีญา มีการพบปะพูดคุยกันบ่อยๆ ทำให้ทราบว่า น.ส.ภัทชีญา ได้เปลี่ยนแปลงรสนิยมส่วนตัวมานานหลายปีแล้ว เพียงแต่เจ้าตัวไม่อยากเป็นข่าวเพราะอยากใช้ชีวิตแบบส่วนตัว


“ตอนนี้จิลล์ทำงานเป็นครูสอน ภาษาอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง เขาก็มีหน้าที่การงานที่ดี ไม่มีปัญหาอะไร เขาชอบปลีกวิเวกอยู่อย่างเงียบๆ บางทีโทรศัพท์ไปหาเขา เขาก็ไม่รับสาย ถึงได้บอกว่าไม่อยากเข้าไปยุ่งกับชีวิตเขามาก ปล่อยเขาไปเถอะ”


ในขณะที่เพื่อนนางงามอีกราย หนึ่งบอกว่า เคยพบ น.ส.ภัทชีญา เมื่อหลายปีก่อน และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ น.ส.ภัทชีญา อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรงผม การแต่งกาย และรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหลือเค้านางงามไว้ให้เห็นเลย


“เขาดูเหมือนผู้ชายหน้าสวย รูปร่างสูงใหญ่ หลายคนที่ไม่รู้จักจะไม่แน่ใจว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ถ้าเป็นในแวดวงเลสเบี้ยนจะรู้จักเป็นอย่างดี และตนยังได้ทราบข้อมูลจากเพื่อนของ น.ส.ภัทชีญา อีกว่า เจ้าตัวได้ตัดหน้าอกขนาด 36 นิ้วทิ้งไปแล้ว”


น.ส.ภัทชีญา กลิ่นสนิท หรือจิลล์ เป็นสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน อิมพอร์ตจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาประกวดนางสาวไทยในปี 2533 ด้วยรูปร่างสูงขาว หน้าตาสวยหวาน นิสัยเรียบร้อย ทำให้เธอเป็นนางงามตัวเก็งของการประกวดในปีนั้น แต่เมื่อถึงวันประกวดจริง จิลล์กลับได้ตำแหน่งรองอันดับ 3 โดยมี น.ส.ภัสราภรณ์ ชัยมงคล คว้ามงกุฎไปครอง เนื่องจากจิลล์พูดและฟังภาษาไทยได้น้อยมาก เมื่อเจอคำถามบนเวทีที่ค่อนข้างยาก ทำให้ตอบคำถามได้ไม่ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม จิลล์ได้เดินทางไปประกวดที่ประเทศฟินแลนด์ และสามารถคว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 Queen of the Midnight Sun 2533 ณ ประเทศฟินแลนด์ ได้เป็นผลสำเร็จ


หลังลงจากเวทีนางสาวไทย จิลล์กลับไปเรียนหนังสือและรับงานแสดงและงานเดินแบบไปด้วย ก่อนจะเงียบหายไป จนเมื่อประมาณปี 2537 จิลล์มีผลงานวาบหวิวในอัลบัมเซ็กซี่ “HEAT” จนเป็นที่ฮือฮามาแล้วครั้งหนึ่ง


ปัจจุบันจำนวนสาวเลสเบี้ยนมี เพิ่มมากขึ้นในสังคมอย่างไม่น่าเชื่อ โดยจำนวนสาวเลสเบี้ยนทั้งที่เป็นทอมและดี้นั้นมีอยู่ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่รวมกลุ่มที่ปิดบังตัวเอง


ผู้ที่อยู่ในกองประกวดนางงาม รายหนึ่ง กล่าวถึงวงการนางงามว่า เกือบทุกปีที่มีการประกวด นางงาม ไม่ว่าจะเป็นเวทีเล็กหรือใหญ่ก็ตาม มักจะมีทอมหรือเลสเบี้ยนแฝงเข้ามาร่วมประกวดด้วย ซึ่งเป็นแบบนี้มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว


“เท่าที่จำได้อย่างปี 2514 ก็มีทอมเข้าประกวดนางสาวไทย ติด 1 ใน 10 ด้วย ตอนนี้ก็ยังอยู่ในแวดวงไฮโซ หรืออย่างปีของ ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ก็มีทอมมาประกวดด้วยเหมือนกัน หรืออย่างสุนทรีย์ ไชยครุฑ ซึ่งเป็นแฟนกับ เปิ้ล-วีนัส มีวรรณ ก็เป็นทอมเหมือนกัน”


************


สร้างแบรนด์ผ่านสาวแปลงเพศ


poy1

หากแต่กรณีศึกษาที่น่าสนใจมากที่สุด นั่นก็คือ ความกล้าหาญของ “จีเนท” ค่ายมือถือ ที่นำ “ปอย-ตรีชฎา, เพชรรัตน์” เจ้าของตำแหน่ง “มิสทิฟฟานี่ 2004″ (Miss Tiffany’s Universe 2004) และ “มิสอินเตอร์เนชั่นแนล ควีน 2004″มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสร้างแบรนด์ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นจีเนทถือได้ว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่ในตลาดมือถือไทย

แต่สำหรับ วุฒิ จารุวัชรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเนท อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กลับมองต่าง เพราะยิ่งจีเนทเป็นแบรนด์ใหม่ และเป็นโลคัลแบรนด์ ก็ยิ่งจะต้องทำให้คนรู้จักและติดแบรนด์มากที่สุด และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้จีเนทเลือกที่จะให้ ปอย-ตรีชฎา มาเป็นพรีเซนเตอร์


“การเลือกพรีเซนเตอร์ของจีเนท นอกจากรูปร่างหน้าตา คาแรกเตอร์ที่เข้ากับคอนเซ็ปต์สินค้าแล้ว จุดสำคัญของการเลือกพรีเซนเตอร์ของจีเนทยังต้องไม่เคยเป็นพรีเซนเตอร์ของแบ รนด์สินค้าใดด้วย” วุฒิ กล่าว และบอกให้ฟังด้วยว่า แรกๆ ที่ตัดสินใจเลือก ปอย-ตรีชฎา มาเป็นพรีเซนเตอร์ มีหลายคนในบริษัทต่อต้านเหมือนกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นปอยได้รับตำแหน่ง Miss Queen Inter จึงมองว่าน่าจะช่วยส่งเสริมและสร้างแบรนด์จีเนทให้เติบโตไปพร้อมกัน


“คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองน้องปอยเป็นเพศที่ 3 แต่มองเป็นผู้หญิง อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของพรีเซนเตอร์ด้วย ซึ่งปอยไม่ได้เสียหาย และเพศที่ 3 ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแบรนด์”


วุฒิ กล่าวอีกว่า ผลตอบรับจากการเลือก ปอย-ตรีชฎา เป็นพรีเซนเตอร์ ได้ผลตอบรับดีเกินคาด เพราะถึงวันนี้คนกว่า 90% รู้จักแบรนด์จีเนทเป็นอย่างดี ขณะที่ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 2 แสนเครื่องต่อเดือน


วุฒิ ย้ำด้วยว่า ถึงแม้ปอยจะได้ชื่อว่าเป็นเพศที่ 3 แต่บทบาทหน้าที่หลักของปอยก็คือ การเป็นพรีเซนเตอร์สร้างแบรนด์จีเนท ซึ่งในการสื่อสารสร้างแบรนด์จีเนท ปอยเปรียบเสมือนผู้หญิงทั่วไปคนหนึ่ง อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายของจีเนทก็ไม่ได้ต้องการเลือกจับกลุ่มพิเศษ แต่เน้นจับกลุ่มทั้งชายและหญิงในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน เพราะฉะนั้นธีมในการสื่อสารนั้น จึงอยู่ที่นโบายการสื่อสารสร้างแบรนด์ของจีเนทมากกว่า


ในช่วงแรกจีเนทเลือกที่จะใช้ปอยเป็นเครื่องดึงดูดสร้างการรับรู้และ สนใจในแบรนด์จีเนทเป็นหลัก ภายใต้แนวคิด “ปอย ปิ๊ง จีเนท” ก่อนจะเริ่มจังหวะ 2 ด้วยการสื่อสารคุณสมบัติมือถือของจีเนทที่เหนือคู่แข่งในตลาด ภายใต้แนวคิด “จีเนท ครบครัน คุ้มค่า” และล่าสุด กับแคมเปญสื่อสาร “2 ซิมต้องจีเนท” ซึ่งยังคงใช้ปอยเป็นพรีเซนเตอร์


“แคมเปญนี้จะแรงกว่าแคมเปญที่ผ่านมา เพราะจะสะท้อนจุดเด่นที่แตกต่างของจีเนทจากคู่แข่งในตลาด และยังกระตุ้นให้ลูกค้าเลือกระหว่าง 1 และ 2 ซิม”


ด้านน้องปอยบอกว่า นอกจากการเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์แล้ว ทุกวันนี้ปอยยังเป็นที่ปรึกษาฝ่ายโฆษณาของจีเนทด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูล เพื่อพัฒนาชิ้นงานโฆษณาชุดใหม่ ซึ่งปอยควบคุมการผลิตเองทั้งหมด คาดว่าจะแพร่โฆษณาออกมาเป็นชุดอย่างต่อเนื่องไม่เกินไตรมาส 2 ปีนี้


แต่ที่ฮือฮามากที่สุดในขณะนี้ก็คือ การประกาศที่จะรับแอร์โฮสเตสเป็นสาวประเภทสองครั้งแรกของสายการบิน พี.ซี.แอร์ สายการบินน้องใหม่ที่กำลังจะเปิดบินในเดือนเมษายนนี้


ฉัตรวิวัฒน์ กล่ำโกมล ประธานกรรมการบริหาร และปีเตอร์ ชาน หรือปิโย จันทราภรณ์ อดีตหมอดูสัมผัสที่หกชื่อดัง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พี.ซี. แอร์ จำกัด เปิดเผยว่า สายการบิน พี.ซี.แอร์ ถือเป็นรายแรกในประเทศไทยที่ต้องการเปิดโอกาสให้กับสาวประเภทสอง ได้มีโอกาสติดปีกนางฟ้าเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน


ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าสาวประเภทสองเป็นบุคคลที่มีความสามารถ และเป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้นจากความสามารถที่หลากหลาย บางคนได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ อย่างเช่น “น้องฟิล์ม” ธัญญรัศม์ จิราภัทร์ภากร ก็มีตำแหน่งเป็นมิสทิฟฟานี่ ยูนิเวิร์ส ประจำปี 2007 ซึ่งนับว่าได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย


ดังนั้น ทางสายการบินก็มีความยินดีที่จะติดปีกนางฟ้าให้กับน้องฟิล์มเลย โดยที่น้องฟิล์มจะต้องเข้าอบรมและสอบการเป็นลูกเรือตามข้อกำหนดของทางสายการ บิน พร้อมกันนี้ทางสายการบินต้องขอขอบคุณ กรมการบินพลเรือน ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่มีความสามารถเหล่านี้ได้ทำตามความฝัน


ด้านน้องฟิล์ม เธอให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้มีหลายบทบาทในหน้าที่การงาน ทั้งนักแสดง พิธีกร งานเดินแบบ มากมาย แต่เหตุผลที่ผันตัวเองมาทำสายการบิน เพราะอยากจะแสดงให้เห็นว่าสาวประเภทสองสามารถทำงานประเภทอื่นที่เป็นเกียรติ กับตัวเองได้ ไม่ใช่แค่ทำงานบันเทิง หรือ ทำงานตอนกลางคืน หรือทำงานในด้านลบ ให้สังคมโลกได้เห็นว่า สาวประเภทสองทำงานได้เฉกเช่นเดียวกับผู้หญิงทั่วไป และยังเป็นการเปิดกว้างเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพด้วย


สำหรับสายการบิน พี.ซี.แอร์ จะเปิดเส้นทางการบินให้บริการในแถบภูมิภาคเอเชียในช่วงปลายเดือน เม.ย.54 โดยใช้เครื่องบินของบริษัทแอร์บัส ในรุ่นแอร์บัส เอ 310-222 สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 228 ที่นั่ง


รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค รองคณบดี ฝ่ายวางแผน และพัฒนา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้มุมมองต่อเรื่องนี้ว่า เป็นการใช้เพศที่สามในการสร้างแบรนด์ อย่างได้ผล เนื่องจากเป็นเพศที่สามที่ไม่ใช่เพศที่สามแบบก้ำกึ่งหรือกะเทย แต่เป็นเพศที่สามที่แปลงเพศเรียบร้อยแล้ว ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่เปิดกว้างในเรื่องนี้ หรือน่าจะเปิดกว้างมากที่สุดในเอเชียหรือในโลกเลยก็ว่าได้


นอกจากนี้ การใช้เพศที่สามมาทำโฆษณายังมองว่าเป็นการทำ CSR Marketing อย่างหนึ่งด้วย เพราะเท่ากับว่าองค์กรเปิดโอกาสให้กับกลุ่มคนเพศที่สามมากขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร สำหรับในต่างประเทศก็มีการใช้เพศที่สามในการสร้าง Brand ทางการเมือง คือการที่นักการเมืองใช้การเปิดอิสรภาพ หรือออกกฎหมายที่เอื้อต่อเพศที่สามเป็นการหาเสียงทางการเมือง หรือที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่างคือทีวีดาวเทียมของต่างประเทศจะมีช่องสำหรับ เพศที่สาม ซึ่งสินค้าที่ต้องการจับกลุ่มเพศที่สามก็จะมาลงโฆษณาตรงนี้


สำหรับประเทศไทยเชื่อว่าต่อไปจะมีการขยายกลุ่มเพศที่สามในการโฆษณา มากยิ่งขึ้น แต่จะเป็นเพศที่สามที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงแล้ว แต่หากจะใช้เพศที่สามที่เป็นแบบกะเทยในการโฆษณาก็ต้องใช้ในรูปแบบที่เป็นแนว กรี๊ดกร๊าด หรือเป็นแนวตลกไปเลย หรือ Hummer Marketing


สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเป็นเทรนด์ที่กำลังจะชัดเจนขึ้นเป็นลำดับในเมืองไทย ปัญหาก็คือ สินค้าต่างๆ เปิดกว้างมากแค่ไหน เพราะยังมี “ขุมทรัพย์เงียบ” และ “โอกาส”ใหม่ๆ อีกมากมาย ที่จะมาจากคนกลุ่มพิเศษเหล่านี้

 

เครดิตจาก  ผู้จัดการ 360°

{linkr:related}
330x104stm

sompetchnew
stm-fix 
echo '
';